การตั้งเป้าหมายทางการเงินในวันเริ่มต้นปีใหม่เป็นสิ่งที่หลายคนทำด้วยความมุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความหวัง ไม่ว่าจะเป็นการออมเงินเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ การตั้งงบประมาณสำหรับเดินทางท่องเที่ยว การสร้างกองทุนสำรองฉุกเฉิน หรือการเก็บเงินเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดในอนาคต แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน หลายคนกลับพบว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นเริ่มไกลออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นปีก็ยังไม่สามารถเก็บเงินได้ตามที่คาดหวังไว้ ปัญหาสำคัญส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการที่เรามีรายได้ไม่มากพอ แต่อยู่ที่การขาดกลยุทธ์การออมเงินที่ชัดเจน การไม่มีระบบการจัดการเงินที่เอื้อต่อการสร้างวินัยระยะยาว และการปล่อยให้พฤติกรรมการใช้จ่ายประจำวันกัดกร่อนเงินออมโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพานักออมทุกคนไปเจาะลึกเทคนิคการเก็บเงินออมอย่างมีทิศทาง เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายบนกระดาษให้กลายเป็นยอดเงินในบัญชีจริงได้อย่างประสบความสำเร็จในปีนี้
1. กำหนดเป้าหมายการออมแบบ SMART Goal ที่ชัดเจนและวัดผลได้
สาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการออมเงิน คือการตั้งเป้าหมายที่คลุมเครือเกินไป เช่น ตั้งใจว่าจะออมเงินให้ได้เยอะๆ หรือ จะออมเงินเท่าที่เหลือในแต่ละเดือน การตั้งเป้าหมายในลักษณะนี้ขาดทิศทางที่ชัดเจนและไม่มีกรอบเวลามาคอยกำกับ ทำให้ง่ายต่อการผัดวันประกันพุ่งและการนำเงินออมไปใช้จ่ายในเรื่องอื่น การตั้งเป้าหมายทางการเงินที่มีประสิทธิภาพควรนำหลักการ SMART Goal มาประยุกต์ใช้ดังนี้
-
มีความเฉพาะเจาะจง (Specific): ระบุให้ชัดเจนว่าต้องการออมเงินไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น ออมเงินเพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน หรือออมเงินเพื่อดาวน์รถยนต์
-
วัดผลได้อย่างเป็นตัวเลข (Measurable): กำหนดจำนวนเงินที่ต้องการออมอย่างชัดเจน เช่น ต้องการออมเงินให้ได้ครบ 120,000 บาทภายในสิ้นปีนี้
-
เป็นจริงและสำเร็จได้ (Achievable): เป้าหมายที่ตั้งไว้ต้องสอดคล้องกับศักยภาพและรายได้จริง ไม่ควรตั้งเป้าหมายตึงเกินไปจนทำให้การดำรงชีวิตประจำวันยากลำบาก
-
สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต (Relevant): เป้าหมายการออมนั้นต้องมีความสำคัญต่อชีวิตคุณจริงๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
-
มีกรอบเวลาที่แน่นอน (Time-bound): กำหนดวันหมดเขตของเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ต้องออมให้ครบตามยอดภายในวันที่ 31 ธันวาคมปีนี้
เมื่อคุณได้ตัวเลขเป้าหมายรวมและกรอบเวลาแล้ว ให้ทำการย่อยเป้าหมายใหญ่นั้นออกมาเป็นเป้าหมายรายเดือนและรายวัน เช่น หากต้องการออมเงิน 120,000 บาทใน 1 ปี หมายความว่าคุณต้องออมเงินให้ได้เดือนละ 10,000 บาท หรือคิดเป็นวันละประมาณ 330 บาท การย่อยเป้าหมายให้เล็กลงจะช่วยลดความรู้สึกกดดัน และทำให้มองเห็นความเป็นไปได้ในทุกๆ วัน
2. สร้างระบบออมอัตโนมัติ ตัดก่อนจ่าย
การพึ่งพาเพียงแต่วินัยและความหักห้ามใจตนเองมักจะล้มเหลวเมื่อเจอกับสิ่งล่อใจในชีวิตประจำวัน วิธีการออมเงินที่มีประสิทธิภาพสูงและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเห็นผลดีที่สุดคือการสร้างระบบออมเงินแบบอัตโนมัติ หรือแนวคิด ตัดก่อนจ่าย
-
ตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติในวันเงินเดือนออก: กำหนดให้ระบบธนาคารตัดเงินตามจำนวนที่ตั้งเป้าหมายไว้จากบัญชีเงินเดือน ไปยังบัญชีเพื่อการออมทันทีที่เงินเดือนเข้า เช่น หากเงินเดือนเข้าวันที่ 25 ให้ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติในวันที่ 26 เช้าตรู่ วิธีนี้จะช่วยขจัดความลังเลใจและตัดโอกาสในการนำเงินออมไปใช้จ่ายอย่างสิ้นเชิง
-
แยกบัญชีออมเงินออกจากบัญชีใช้จ่าย: บัญชีที่ใช้เก็บเงินออมไม่ควรเปิดบริการบัตรเดบิต ไม่ควรผูกกับแอปพลิเคชันชำระเงินที่ใช้ง่ายเกินไป และควรแยกต่างหากจากบัญชีที่ใช้กินใช้ประจำวัน การสร้างอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ในการถอนเงินจะช่วยลดการถอนเงินออมออกมาใช้โดยไม่จำเป็น
-
ปรับความคิดเรื่องเงินเหลือออม: เลิกใช้สมการ รายได้ หัก รายจ่าย เท่ากับ เงินออม แต่ให้เปลี่ยนมาใช้สมการ รายได้ หัก เงินออม เท่ากับ รายจ่าย การใช้เงินที่เหลือหลังจากการออมจะช่วยบังคับให้เราบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้อยู่ในกรอบงบประมาณที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ
3. วิเคราะห์และตัดรอยรั่วทางการเงินที่ไม่จำเป็น
หลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเงินเหลือพอที่จะออม แต่เมื่อได้ทำการตรวจสอบประวัติการใช้จ่ายอย่างจริงจัง มักจะพบว่ามี รอยรั่วทางการเงิน เล็กๆ น้อยๆ แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก เงินจำนวนเล็กน้อยเหล่านี้เมื่อสะสมรวมกันตลอดทั้งปีอาจกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่คุณคาดไม่ถึง
-
ทบทวนค่าบริการรายเดือนและสมาชิกต่างๆ: ตรวจสอบบริการสตรีมมิ่ง ฟิตเนส แอปพลิเคชัน หรือบริการรายเดือนที่คุณไม่ได้ใช้งานอย่างคุ้มค่า แล้วทำการยกเลิกทันที การยกเลิกบริการที่ไม่จำเป็นเดือนละ 300 ถึง 500 บาท สามารถเพิ่มเงินออมให้คุณได้ถึง 3,600 ถึง 6,000 บาทต่อปี
-
ลดค่าใช้จ่ายจุกจิกประจำวัน: กาแฟแบรนด์ดัง ขนมทานเล่น การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ที่มีค่าบริการเพิ่มเติม หรือค่าสินค้าโปรโมชั่นชวนซื้อ สิ่งเหล่านี้เป็นรอยรั่วทางการเงินที่มองเห็นได้ยาก การลดการสั่งอาหารเดลิเวอรี่แล้วเปลี่ยนมาทำอาหารทานเอง หรือลดกาแฟเหลือวันละแก้ว สามารถสร้างเงินออมได้อย่างมหาศาล
-
ใช้กฎชะลอการซื้อ 24 ถึง 48 ชั่วโมง: เมื่อเกิดความรู้สึกอยากได้สิ่งของที่ไม่ได้อยู่ในแผนการใช้จ่าย ให้บังคับตัวเองให้รออย่างน้อย 24 ถึง 48 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจซื้อ ในหลายๆ ครั้ง ความอยากได้จะลดลงตามเวลาที่ผ่านไป ซึ่งช่วยป้องกันการซื้อของตามอารมณ์ได้เป็นอย่างดี
4. เลือกใช้เทคนิคการออมเงินที่สนุกและเหมาะกับสไตล์ของตัวเอง
การออมเงินไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหรือมีความเครียดเสมอไป คุณสามารถเพิ่มความสนุกและความท้าทายด้วยการนำเทคนิคการออมเงินรูปแบบต่างๆ มาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตของคุณ
-
เทคนิคเก็บแบงก์ 50 บาท หรือเหรียญกษาปณ์: กำหนดเงื่อนไขกับตัวเองว่า เมื่อใดก็ตามที่ได้รับเงินทอนเป็นแบงก์ 50 บาท หรือเหรียญ ห้ามนำเงินนั้นไปใช้จ่ายเด็ดขาด แต่ให้นำมาใส่กระปุกออมสินเมื่อกลับถึงบ้าน เมื่อสิ้นปีลองนำเงินที่สะสมไว้มานับดู คุณอาจจะตกใจกับยอดเงินออมที่ได้
-
เทคนิคการออมเงินตามวันในรอบปี (365 Days Challenge): เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความท้าทาย โดยการออมเงินเพิ่มขึ้นวันละ 1 บาท เช่น วันที่ 1 ออม 1 บาท วันที่ 2 ออม 2 บาท ไปจนถึงวันที่ 365 ออม 365 บาท หากทำสำเร็จตลอดทั้งปี คุณจะมีเงินออมรวมถึง 66,795 บาทเลยทีเดียว
-
เทคนิคการแบ่งเงินตามระบบกระปุก 6 ใบ (Six Jars System): แบ่งรายได้ออกเป็นส่วนๆ ตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เช่น 55 เปอร์เซ็นต์สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น, 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับการออมระยะยาว, 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับการศึกษาและพัฒนาตนเอง, 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับการลงทุนให้เงินทำงาน, 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับการรางวัลชีวิตและการพักผ่อน, และ 5 เปอร์เซ็นต์สำหรับการให้หรือทำบุญ ระบบนี้ช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างมีสมดุลโดยไม่ต้องรู้สึกรู้สึกผิดเวลาใช้จ่าย
5. ตรวจสอบความก้าวหน้าและเพิ่มรายได้ควบคู่ไปกับการลงทุน
การเก็บออมเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสู้กับอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวได้ การตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอและการมองหาโอกาสในการเพิ่มรายได้จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายการออมได้เร็วขึ้น
-
ทบทวนเป้าหมายทุกไตรมาส: จัดเวลาตรวจสอบยอดเงินออมและประเมินผลงานของตัวเองทุกๆ 3 เดือน หากพบว่ายอดเงินออมยังช้ากว่าแผนที่วางไว้ ให้ทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือหาทางลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่หากทำได้ดีกว่าแผน ก็จะช่วยเพิ่มกำลังใจในการออมต่อไป
-
หาทางเพิ่มรายได้ทางที่สอง: การลดค่าใช้จ่ายมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถลดลงจนเหลือศูนย์ได้ แต่การเพิ่มรายได้ไม่มีขีดจำกัด ลองนำทักษะหรือความถนัดของคุณมาสร้างรายได้เสริม เช่น การรับงานฟรีแลนซ์ การขายสินค้าออนไลน์ หรือการสอนพิเศษ นำรายได้เสริมที่ได้ทั้งหมดเข้าบัญชีเงินออมโดยไม่นำมาเพิ่มงบการใช้จ่ายประจำวัน
-
ต่อยอดเงินออมด้วยการลงทุนที่เหมาะสม: เมื่อสะสมเงินสำรองฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว ควรศึกษาเรื่องการนำเงินออมส่วนเกินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนตลาดเงินหรือบัญชีออมทรัพย์ เช่น กองทุนรวม พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้น เพื่อให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นช่วยเพิ่มพูนเงินออมของคุณให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. หากระหว่างปีเกิดเหตุฉุกเฉินจนต้องดึงเงินออมออกมาใช้ ควรจัดการแผนการออมใหม่อย่างไร
หากจำเป็นต้องนำเงินออมออกมาใช้เนื่องจากเหตุฉุกเฉิน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติและไม่ควรรู้สึกท้อแท้หรือคิดว่าแผนการออมล้มเหลว ให้ทำการประเมินยอดเงินออมที่เหลืออยู่ใหม่ จากนั้นคำนวณระยะเวลาที่เหลืออยู่ในปี และทำการปรับเป้าหมายรายเดือนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง หากไม่สามารถออมเงินตามยอดเดิมได้ ให้ขยายระยะเวลาของเป้าหมายออกไป หรือปรับลดงบการใช้จ่ายส่วนตัวลงเพื่อนำมาเร่งเติมเงินออมกลับคืนเข้าบัญชีให้เร็วที่สุด
2. ควรเลือกร้านค้าออนไลน์อย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการซื้อของตามอารมณ์จนกระทบเงินออม
เพื่อป้องกันไม่ให้แอปพลิเคชันช็อปปิ้งออนไลน์สูบเงินออมของคุณ ควรเริ่มต้นด้วยการลบข้อมูลบัตรเครดิตและบัตรเดบิตที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชันออกทั้งหมด เพื่อให้ขั้นตอนการชำระเงินมีความยุ่งยากขึ้น นอกจากนี้ ควรกดลบแอปพลิเคชันช็อปปิ้งออกจากหน้าจอหลักของโทรศัพท์ ปิดการแจ้งเตือนเตือนโปรโมชั่นและลดราคา และยกเลิกการติดตามเพจร้านค้าที่มักจะสร้างแรงกระตุ้นในการอยากได้สิ่งของที่ไม่จำเป็น
3. การออมเงินในบัญชีฝากประจำแบบดิจิทัลตอบโจทย์เป้าหมายระยะสั้นดีกว่าบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาอย่างไร
บัญชีฝากประจำแบบดิจิทัลมักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด และมีเงื่อนไขการฝากเงินจำนวนเท่ากันทุกๆ เดือนตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 12 หรือ 24 เดือน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว เงื่อนไขที่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ก่อนกำหนดโดยไม่เสียสิทธิ์ดอกเบี้ย ยังเป็นตัวช่วยสร้างวินัยทางการเงินและป้องกันไม่ให้เราแอบถอนเงินออมออกมาใช้จ่ายก่อนถึงเป้าหมายได้เป็นอย่างดี
4. หากทำงานเป็นฟรีแลนซ์มีรายได้ไม่แน่นอน ควรตั้งเป้าหมายและสัดส่วนการออมเงินอย่างไร
สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ควรตั้งเป้าหมายการออมแบบเป็น เปอร์เซ็นต์ แทนการตั้งเป็นตัวเลขเงินคงที่ เช่น ตั้งเป้าออม 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในทุกๆ ครั้งที่มีเงินเข้ามา ในเดือนที่มีรายได้สูง คุณก็จะสามารถออมเงินได้เป็นจำนวนมาก ขณะที่ในเดือนที่มีรายได้น้อย ยอดเงินออมก็ลดลงตามสัดส่วนโดยไม่สร้างความกดดันจนเกินไป นอกจากนี้ คนที่มีรายได้ไม่แน่นอนควรสำรองเงินฉุกเฉินไว้สูงกว่าคนทำงานประจำ โดยควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6 ถึง 12 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ
5. การให้รางวัลตัวเองระหว่างทางจะทำให้เป้าหมายการออมเสียระบบหรือไม่
การให้รางวัลตัวเองระหว่างทางไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้เสียระบบ แต่ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการออมเงินระยะยาวอีกด้วย การตึงเครียดและประหยัดจนเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะออมเงินตื่นตระหนกและหลุดควบคุมไปซื้อของใหญ่ในภายหลัง วิธีการที่ถูกต้องคือการจัดสรรงบประมาณสำหรับการให้รางวัลตัวเองแยกไว้อย่างชัดเจน เช่น 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ โดยเมื่อคุณทำตามเป้าหมายการออมย่อยในแต่ละไตรมาสสำเร็จ ก็นำเงินงบประมาณส่วนนี้ไปใช้จ่ายเพื่อความสุขของตัวเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
6. ควรจัดการอย่างไรหากสมาชิกในครอบครัวมีพฤติกรรมใช้จ่ายที่ขัดกับเป้าหมายการออมของเรา
การจัดการเงินในครอบครัวจำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารและความเข้าใจที่ตรงกัน ควรหาเวลาพูดคุยกับคนในครอบครัวอย่างเปิดอกถึงเป้าหมายทางการเงินและประโยชน์ที่ทุกคนจะได้รับร่วมกันในอนาคต เช่น การออมเงินเพื่อซื้อบ้านหรือเพื่อความมั่นคงของครอบครัว ชวนคนในครอบครัวมาร่วมกันกำหนดงบประมาณการใช้จ่ายในบ้าน และเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการวางแผน หากสมาชิกคนอื่นยังไม่พร้อม ให้เริ่มต้นจากการจัดการและออมเงินในส่วนของตนเองให้เห็นผลเป็นตัวอย่างก่อน
7. การรวมหนี้สินที่มีอยู่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเก็บเงินออมได้อย่างไร
หากคุณกำลังภาระหนี้สินหลายทางที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล การรวมหนี้สินให้เป็นก้อนเดียวผ่านการรีไฟแนนซ์หรือการขอสินเชื่อรวมหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยรายเดือนและลดค่างวดที่ต้องจ่ายลงได้อย่างมาก เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้จากการจ่ายดอกเบี้ยและค่างวดที่ลดลงนั้น สามารถนำมาจัดสรรเป็นเงินออมเพื่อสร้างกองทุนสำรองฉุกเฉิน หรือนำไปเร่งโปะหนี้ให้หมดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพทางการเงินและการออมของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

